a day: number 175: Ad Trends in Fashion Week

a day 175-1a day 175-2Global Review: Advertising ตอน แฟชั่นงานโฆษณา ใน London Fashion Week

By Weerachon Weeraworawit, Published: 9 March 2015

เป็นที่ทราบกันดีว่างานแฟชั่นโชว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นตัวกำหนดเทรนด์การแต่งตัวในแต่ละปี ประกอบไปด้วยเวทีที่ปารีส มิลาน นิวยอร์ค และลอนดอน ถ้าเทนนิสมีการแข่งขัน 4 รายการหลักใน 4 เมืองใหญ่ที่รวมเรียกว่า แกรนด์สแลม เทศกาลแฟชั่นโชว์ที่ทั้ง 4 เมืองใหญ่ข้างต้น ก็เป็นประหนึ่งแกรนด์สแลมของโลกแฟชั่น

งาน Fashion Week ระดับแกรนด์สแลมนี้ จะจัดกันครั้งละประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยปีนี้เริ่มต้นที่ New York Fashion Week ก่อนเพื่อน แล้วค่อยตามมาด้วย London Fashion Week เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และที่เมืองลอนดอนนี้เอง นอกจากจะมีการอัพเดทเทรนด์เสื้อผ้าหน้าผมใหม่ๆ ให้แฟชั่นนิสต้ากับฮิบสเตอร์ได้ซี้ดซ้าดกันแล้ว งานโฆษณาของแบรนด์แฟชั่นที่นี่ ที่เกี่ยวข้องกับ Fashion Week ยังจัดได้ว่าล้ำหน้ากว่าใครในโลกหล้า

ts-1682445-inline-ts-google-booth-2

โดยหัวหอกใหญ่ที่สร้างงานล้ำๆ มาสนอง Need ของกลุ่มเป้าหมายระดับผู้นำเทรนด์แฟชั่น ก็คือ Topshop แบรนด์สายเลือดอังกฤษที่เน้นผลิตเสื้อผ้าแบบแคทวอล์คในราคาที่คนทั่วไปเอื้อมถึง รวมทั้งออกแบบเสื้อผ้าคอลเลคชั่นพิเศษร่วมกับแฟชั่นดีไซเนอร์และเซเลบ งานโฆษณาของพวกเขาในเทศกาลนี้ที่ผ่านมา เน้นการทำโฆษณาบนช่องทางออนไลน์ร่วมกับ Social Media เจ้าใหญ่ๆ มาตลอด หลังจากที่ในปี 2012 พวกเขาจุดพลุผู้นำเทรนด์โฆษณายุคดิจิตอลด้วยการถ่ายทอดสดแฟชั่นโชว์ ที่ให้คนดูสามารถเลือกแบบเสื้อผ้าและช้อปปิ้งได้สดๆ ใน Facebook กับแคมเปญ Customize The Catwalk ต่อเนื่องตามมาด้วยการจับมือกับ Google+ ใช้ทุกฟังก์ชั่นของโซเชียลมีเดียเจ้านี้มาสร้างการมีส่วนร่วมกับคนดู ให้ได้สัมผัสบรรยากาศแฟชั่นโชว์ พูดคุยกับนางแบบ ติดตามเบื้องหลังแคทวอล์ค และช้อปเสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่กันไปแบบเต็มอิ่ม

topshop-tweet off

มาปีนี้ Topshop เปลี่ยนมาใช้บริการ Twitter ทำแคมเปญ Fashion Tweet-Off เชื่อม Twitter เข้ากับสื่อออฟไลน์อย่างแนบเนียน โดยแคมเปญใหม่นี้ไม่ได้มีแกนหลักของแคมเปญอยู่เฉพาะที่งาน Fashion Week ในลอนดอนเหมือนที่ผ่านมา แต่ได้กระจาย Live Feed Billboard ไปที่เมืองใหญ่ๆ ทั่วอังกฤษ อัพเดทเทรนด์บนแคทวอล์คปีนี้ผ่าน Hashtag แบบสดๆ ทั้งมีการคัดสรรเสื้อผ้าของ Topshop ที่สอดคล้องกับแต่ละเทรนด์ แล้วโชว์ภาพเสื้อผ้านั้นๆ ขึ้นบนดิจิตอลบิลบอร์ดแบบ Real Time ทำให้คนดูที่เดินผ่านบิลบอร์ดสามารถ Tweet เทรนด์ที่ตนเองสนใจกลับมาที่ Topshop ซึ่งทาง Topshop เองก็จะคอยป้อนข้อมูลเพิ่มเติมกลับไปที่คนดู เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกช้อปเสื้อผ้าได้ทันทีบนช่องทางออนไลน์topshop-tweet off billboard2 topshop-tweet off billboard1

และอีกแบรนด์ที่ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ คือ Burberry แบรนด์เสื้อผ้าหรูสัญชาติอังกฤษ ตั้งแต่ปี 2013 พวกเขาออกแคมเปญ Smart Personalization ที่ให้คนดูทางบ้านเข้าไปในเว็บไซต์ ดูถ่ายทอดสดแฟชั่นโชว์ แล้วสามารถสั่งซื้อกระเป๋าและเสื้อคลุมจากแคทวอล์คเวที Fashion Week ได้ทันที ทั้งจะได้ป้ายสลักชื่อของตนเองติดไปกับสินค้าที่สั่งซื้อ นอกจากนั้น ที่ป้ายชื่อยังมีรหัสดิจิตอลที่เมื่อสแกนด้วยโทรศัพท์มือถือแล้ว จะโชว์คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันของช่างฝีมือ Burberry ในการรังสรรค์ผลงานชิ้นพิเศษนั้นๆ และถ้าสแกนป้ายนี้ที่กระจกยักษ์ในร้าน Burberry กระจกก็จะกลายเป็นจอภาพฉายคลิปวิดีโอดังกล่าว ประกาศความภูมิใจให้กับผู้เป็นเจ้าของburberry-smart personalization1

มาในปี 2014 Burberry ขยายผลแคมเปญเดิม โดยงวดนี้เน้นบุกตลาดเมืองจีน โยกฐาน Smart Personalization มาที่ WeChat ผู้ให้บริการรับส่งข้อความรายใหญ่ในประเทศ เอาใจอาหมวยอาตี๋ระดับผู้นำเทรนด์โดยเฉพาะ และในปี 2015 ทาง Burberry ก็จับมือกับ Line ผู้ให้บริการรับส่งข้อความยอดนิยมในเอเชียของเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ที่นอกจากจะให้คนดูทางบ้านดาวน์โหลดสติกเกอร์ได้ฟรีแล้ว ยังมีการถ่ายทอดสดการเดินแฟชั่นโชว์ทางแอพ Line พร้อมทั้งทำหนังออนไลน์เปิดตัวการร่วมมือกันครั้งนี้ โดยนำ Cony กับ Brown มาเจอเจ้าป้า Anna Wintour บก. Vogue และซูเปอร์โมเดล Cara Delevingne กับช่างภาพแฟชั่นระดับตำนาน Mario Testino เป็นการเลือกใช้สื่อออนไลน์ใหม่ๆ มาคุยกับกลุ่มเป้าหมายในเทศกาลนี้ได้อย่างต่อเนื่องburberry-line

พิสูจน์ให้เห็นว่า สำหรับวงการแฟชั่น พวกเขาไม่ได้เก่งแค่เทรนด์การแต่งเนื้อแต่งตัว แต่เรื่องการตกแต่งความคิดออกมาเป็นงานโฆษณา พวกเขาก็เก๋เดิ้น ก้าวล้ำนำหน้าแบรนด์สินค้าและบริการอื่นๆ ไปไกลลิบ

a day 175-3

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Back to top