BEYOND PRINT: 7th Article: Secret Bar in New York

ad news 7-coverad news-secret bar

คิดนอกกระดาษ ตอน Secret Bar in New York

By Nonthaporn Ketmanee, Published: 25 December 2012

เนื่องจากฉบับนี้ว่ากันด้วยเรื่องเฮฮาปาร์ตี้ เราในฐานะผู้รับผิดชอบคอลัมน์คิดและเขียนนอกกระดาษฉบับนี้ จึงขออนุญาตนำเสนอประสบการณ์ตอนที่ไปทำงานอยู่เมืองนิวยอร์กมาเล่าสู่กันฟังว่า นักออกแบบและครีเอทีฟอย่างเราๆ เวลาเลิกงาน จะไปหาเหตุปาร์ตี้ไปด้วยมองหาไอเดียไปด้วยที่ไหนกัน เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครที่มีโอกาสได้ไปทำงานหรือเรียนต่อที่นั่น

มหานครนิวยอร์กที่เรารับรู้กันนั้นเป็นศูนย์รวมแห่งความบันเทิงเริงรมย์รอบด้าน เป็นเมืองที่ผู้คน ล้วนมีตัวตนและความคิดแตกต่างกันไป แต่หลังจากที่มนุษย์ทำงานทั้งหลายแหล่แห่กันเลิกงาน เค้าจะไปหาที่นั่งดื่มชิลๆ ร้องเพลง เต้นแร้งเต้นกา ดูผู้หญิงผู้ชาย คล้ายๆ บ้านเรานี่แหละ แต่ไอเดียสถานที่ของพวกเค้านี่สิ ช่างน่าสนใจ เราในฐานะกราฟิกดีไซน์เนอร์ตอนนั้น ก็มีแหล่งแนวๆ คูลๆ ไว้เม้าท์มอยสาระและไร้สาระอยู่ไม่น้อย และฉบับนี้ขอเริ่มจากแหล่งดื่มแบบลึกลับไม่เหมือนชาวบ้านของชาว New Yorkers ก่อนเลยละกัน ฮูเร่

หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการงานมาทั้งวัน ก็จะเริ่มออกปฏิบัติการยามค่ำคืน  ส่วนใหญ่จะเริ่มย่าน East Village บนถนน St. Mark Place แต่ร้านที่เราจะพาไปนี้หายากระดับนึง ไม่มีป้ายชื่อร้าน คุณต้องเดินบนถนนเส้นนี้ไปเรื่อยๆ และสังเกตร้านขายฮอทด็อกที่มีชื่อว่า Crif Dogs อยู่ทางซ้ายมือ พอคุณยืนอยู่หน้าร้านขายฮอทด็อกแล้ว หันซ้ายหันขวาก็จะไม่เห็นร้านเหล้าบาร์ใดๆ อยู่แถวนั้น คุณต้องเดินเข้าไปในร้านฮอทด็อก พอเดินเข้าไปแล้ว ก็จะเจอตู้เกมรายล้อมซ้ายขวา มีเคาน์เตอร์สั่งอาหารอยู่ตรงกลาง ขณะที่มองอยู่นั้นจะเหลือบไปเห็นตู้โทรศัพท์สีดำอยู่ซ้ายมือ เข้าไปเลยค่ะ เข้าไปเลย คุณเดินเข้าไปในตู้ ยกหูโทรศัพท์รุ่นที่ต้องหมุนตัวเลขขึ้น ในตู้จะเขียนเบอร์ที่คุณต้องหมุน พอหมุนเสร็จก็รอฟังเสียงในสาย เวลาต่อมาจะพบว่าว่างเปล่า เหมือนโทรศัพท์เสีย ระหว่างที่คุณงงงวยอยู่นั้น พรืดดดดด… กำแพงที่อยู่ด้านซ้ายมือ ที่ติดกับตู้โทรศัพท์นั้น ตรงที่คุณยืนอยู่นั่นแหละ มันถูกเปิดออกค่ะ… พร้อมกับเด็กเสิร์ฟถามว่า “How many peoples?” ตอนที่ไปครั้งแรกเราตอบอย่างตะลึงงันไปว่า “Just one, please” เพราะมองผ่าน ประตูเข้าไปมันมีบาร์เหล้าซ่อนอยู่หลังตู้โทรศัพท์นั้นซึ่งอยู่ในร้านฮอทด็อกอีกที พอคุณเดินเข้าไปแล้วประตูก็จะปิดลง ซึ่งวันนั้นผู้เขียนได้นั่งหน้าบาร์ สั่งเครื่องดื่ม ระหว่างรอบาร์เทนเดอร์ ก็นั่งสังเกตสังการ้านสักหน่อย เห็นว่าตกแต่งสไตล์ทึมๆ เท่ๆ เก่าๆ เฟอร์นิเจอร์เป็นไม้โอ๊คสีเข้มๆ ที่มีร่องรอยผ่านกาลเวลามานานแล้ว มีหัวกวาง หัวหมีติดอยู่ที่ผนัง และรูปถ่ายครอบครัวเก่าๆ ใส่กรอบดำหลายๆ ดีไซน์ ติดผนังเรียงเป็นคอมโพสท์ที่สวยงาม ทั้งร้าน มีบาร์และโต๊ะประมาณสี่โต๊ะ ถือว่ามีขนาดเล็กมากๆ ทุกโต๊ะมีเทียนใส่ไว้ในแก้ว บางโต๊ะก็จะมีป้าย Reserve ไว้ให้รู้ว่าต้องโทรมาจองก่อนนะ ถ้ามามากว่า 2 คน ส่วนหน้าบาร์ก็จะมีลูกค้ายืนกันประปราย ส่วนใหญ่ก็แต่งตัวสีทึมๆ เข้มๆ เข้ากับช่วง Winter Collection ต้อนรับหิมะ จะเห็นว่ามีที่ฝาก Coat ตรงทางเดินสุดขอบ ได้ชื่อว่าขายเหล้าแล้วไม่พอ หลังเคาน์เตอร์ยังมีเหล้ามากมายทุกยี่ห้อเรียงเป็นตับๆ ทั้งที่คุ้นและไม่คุ้น สีสันสดใส มีคนผสมเหล้าหรือ Mixologist ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ ส่วนพนักงานในร้านที่เราเห็นอยู่โซนข้างนอกมีแค่บาร์เทนเดอร์ และน้องเด็กเสิร์ฟที่เป็นคนรับโทรศัพท์นั่นแหละ ด้วยความเป็นคนชอบเก็บ Moment พอควัก iPhone ออกมาจะถ่ายสักหน่อย นางพลันเดินมาบอกว่า No Photo! เราก็โอเคๆ พลางส่งเมนูมาให้นั่งศึกษาไปก่อน ระหว่างที่สายตากวาดๆ ไปบนรายชื่อเหล้าในเมนูได้ค้นพบว่าไม่คุ้นเคยกับชื่อเครื่องดื่มเลย เพราะมีชื่อเป็นของตัวเอง ผสมเอง คิดค้นเอง ซึ่งเป็นที่โด่งดังมาก จนเอาไปเขียนเป็น Cocktail’s Book ชื่อว่า The PDT Cocktail Book is a complete bartender’s guide from Jim Meehan, the innovative mix master of PDT.

IMG_0120

พูดกันถึงเรื่องเครื่องดื่มแล้ว ร้านนี้มีชื่อเสียงเรื่อง Signature Cocktails ซึ่งมีแต่ชื่อแปลกๆ จึงให้ Mixologist แนะนำ Cocktail ให้ ได้เครื่องดื่มมีชื่อเรียกว่า Staggerac และนี่คือ ส่วนผสมของแก้วนี้ “George T. Stagg Bourbon, Angostura and Peychaud’s Bitters, Edouard Absinthe.” แก้วนี้จะออกอาการกับพวกคอทองแดงเท่านั้นด้วย ฮาเลลูย่าห์ พอเวลาเหล้าเข้าปากแล้ว บทสนทนาเรื่องต่างๆ นานาก็พลันพุ่งลื่นปรื้ดเข้าหู ในฐานะคนฟังก็ได้ยินฝรั่ง ที่นั่งข้างๆ สั่งเครื่องดื่มกันไม่ขาดสายพร้อมปากก็ยังขยับเม้าท์คนนั้น คนนี้ จีบคนนั้นคนนี้ สังเกตคนนู้นคนนี้ไปเรื่อยเปื่อย ถ้าเจอประโยคเด็ด หรือ Insight/Incident เด็ดๆ ก็จดไว้ พอนั่งไปนานๆ จะเริ่มมีสมาธิกับตัวเองและเหล้ามากขึ้น ช่วงเวลานี้แหละที่ความคิดจะออกมา จะเกิดการประมวลโดยไม่คาดคิดเกิดขึ้น เหมือนกับคืนนี้ที่เรามานั่งคนเดียว คิดงานไปด้วย ชิลไปด้วย หันไปเห็นนามบัตรร้านสีดำๆ มีตัวอักษรสี Magenta Metallic ปั๊ม Emboss ลงไป เห็นเขียนข้อความด้านหน้าว่า Please Don’t Tell พร้อมเบอร์โทรศัพท์ อืมม…สุนทรีย์ ร้านนี้ถือว่าแสบเหมือนกันในแง่ Communication Design ตั้งแต่วิธีการเล่าเรื่องของร้านที่เล่าแบบย้อนศร ต้องผ่านร้านฮอทด็อก ตู้โทรศัพท์ ต้องยกหู แทนการกดออด ให้มันลึกลับซับซ้อน และสุดท้ายนามบัตรก็เป็นตัวเฉลยชื่อร้านสมแนวคิด Please Don’t Tell (PDT) จริงๆ

pdt_splash

เสร็จจากที่แรกนี้เหมือนคืนนี้เพิ่งเริ่มต้น เราจะต้องเจอกับเพื่อนที่เป็นชนชาติชาวปาร์ตี้ที่ส่งใบเชิญ เลี้ยงฉลองวันเกิดย่านเก๋ Lower East Side และอีกแล้วคือไม่มีป้ายร้านเช่นเดิม บอกแค่เพียงว่าชื่อ The Back Room อยู่บน Norfolk St. (btw. Delancey St. & Rivington St.) ใช่แล้วค่ะ ต้องเป็นมุขเดิมเดียวกันกับ Please Don’t Tell แน่ๆ คือหาไม่เจอจากข้างนอกง่ายๆ แน่นอน หลังจากที่ลงจากแท็กซี่ตรงหัวมุมถนน Delencey กับ Rivington St. แล้ว ก็จะลงมาแบบที่นี่ที่ไหน หมุนรอบทิศหาบาร์ที่ว่าไม่เจอมีแต่อพาร์ตเมนท์อยู่อาศัย พอเปิด Maps ใน iPhone ชื่อร้านก็ขึ้นใกล้ๆ เดินตามแผนที่ไปเรื่อยๆ จนพอดีกับจุดที่ตั้งของร้าน หันซ้ายหันขวาไม่เห็นอะไร แต่พอสังเกตอีกฝั่งเห็นบ้านตรงข้ามมีคนผิวดำใส่สูทยืนอยู่ 2 คนถือไฟฉายเล็กๆ ยืนอยู่หน้าประตูรั้ว ที่นี่แน่ๆ เลย เจอแล้ว! เลยตรงเข้าไปหาทันที พร้อมส่ง I.D. ให้ ปากก็ถามว่า “The Back room?” คนผิวดำพยักหน้าพร้อมดันตัวเข้าไปในทางเดินที่เหมือนเป็นอุโมงค์

พอเดินผ่านอุโมงค์เสร็จแล้วมาโผล่ที่สวนหลังบ้านของคนที่อาศัยในอพาร์ตเมนท์ ณ ที่นั้น จะเห็นว่าทางขวาเป็นบันไดหนีไฟที่ติดอยู่กับตึกด้านหลังของส่วนที่อยู่ ด้วยสัญชาตญาณการหาเหล้ากิน พาให้เดินขึ้นบันไดอันที่ใกล้ๆ กะสวนหลังบ้าน เห็นมีประตูหลังบ้านบานใหญ่ซ้อนอยู่ ค่อยๆ ดันประตูเหล็กบานนั้นไปเต็มแรง พบว่า สิ่งที่อยู่ด้านหลังประตูนั้นเป็นห้องรับแขกขนาดใหญ่ของบ้านยุคโบราณแบบ High Ceiling และมี Chandelier ที่ด้านซ้ายเป็นบาร์สั่งเหล้า มีที่นั่งประมาณ 8 ที่ ผนังหลังบาร์เป็นที่เก็บขวดเหล้ามากมาย บาร์เทนเดอร์หลังบาร์และเด็กเสิร์ฟแต่งตัวเหมือน Maid มีผ้ากันเปื้อนด้วย เหมือนตกอยู่ในหนังเรื่อง Sherlock Holmes ยังไงยังงั้น พอหันไปทางขวา จะมีชุดรับแขกเก่าๆ อยู่ 2 ชุด พร้อมกับมีบันไดขึ้นไปชั้นลอยอีกชั้นนึง เดินผ่านบาร์เพื่อขึ้นชั้นลอยไป พลางสอดส่องสายตาชมการตกแต่งภายในของสถานที่นั้นๆ มองเห็นผนัง ทั้งสองด้านมีรูปวาดใส่กรอบหลุยส์ขนาดใหญ่แขวนไว้บนผนังอิฐ มีชั้นวางหนังสือเก่าๆ รูปถ่ายเก่าๆ เชิงเทียนวางอยู่บนเตาผิงเก่าๆ  เดินวนไปวนมาหาเพื่อนไม่เจอ เลยถามพนักงาน เขาบอกเดินตรงไปที่ชั้นหนังสือข้างกำแพงอิฐ เพื่อนคุณอยู่ในนั้น เราก็ทำหน้างง ไหนวะ หาไม่เจอพอเดินไปถึง ที่ชั้นหนังสือด้วยความไม่รีบเลยยืนมองหนังสืออยู่ว่ามีอะไรบ้าง ขณะที่ยืนอ่านอยู่นั้น ตู้หนังสือเลื่อนออก เฮ้ยยยยยยย!!! มีห้องซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือ เห็นเพื่อนโบกมือหยอยๆ มาเร็วๆ เลยเดินเข้าไปทักทาย แบบมึนๆ และนั่งลงที่โซฟาเก่าสีแดงพร้อมกับประตูที่ปิดลง มองไปรอบๆ ตัว ทั้งห้องตกแต่งเหมือนกับ สไตล์ห้องโซนนอกแต่มีขนาดเล็กกว่า ออกแนว Private Room มีเตาผิงเก่าๆ มีหนังสือเก่าๆ เชิงเทียนเก่าๆ โต๊ะโอ๊คตรงกลาง เหมือนมาบ้านยายเพื่อน เออเฮ้ย! The Back Room จริงๆ ด้วยว่ะ หลังจากตกตะลึงกับ สถานการณ์ตรงหน้าไม่นาน ก็เลยตัดสินใจเดินออกไปสั่งเหล้าที่บาร์ข้างนอกมากินสักหน่อย เอาให้คล่องๆ คอ เดินผ่านประตูลับ เดินลงบันไดลงไปที่เคาน์เตอร์บาร์อย่างชำนาญทาง พร้อมขอดูเมนู รายชื่อเครื่องดื่ม ของที่นี่เป็นชื่อที่ไม่ได้ซับซ้อนเหมือนกับที่ Please Don’t Tell สั่งง่ายๆ  เลยบอกคนชงว่า Vodka tonic, please. บาร์เทนเดอร์พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม เพียงแค่แว่บเดียวเท่านั้นนายบาร์เทนเดอร์ก็ส่งแก้วกาแฟสีขาวส่งมาให้ เฮ้ยยยยยยย!!! Vodka อยู่ในถ้วยกาแฟ เลยหันรีหันขวางไปดูของชาวบ้านว่าเป็นไงบ้าง คนที่สั่งเบียร์ก็เอาขวดเบียร์ ใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาล คนที่สั่ง Cocktails ก็เอาใส่แก้วกาแฟ คนที่สั่ง Shot ก็ดื่มจากแก้วเอสเพรสโซซะงั้น เกิดความสงสัยเลยถามบาร์เทนเดอร์ผู้รู้ของร้าน ได้ความว่าอยากให้ได้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน หลังจากได้แก้วกาแฟเป็นของตัวเองแล้วเลยเดินกลับมาที่ห้องลับหลังบ้านนั่งพูดคุยกะเพื่อนๆ เฮฮาปาร์ตี้กันไป ทุกความสนุกได้ถูกการถ่ายรูปแล้วเกิดการ Upload ลง Facebook โดยทันควัน ทันใดนั้น ในใจคิดว่า ซวยละ แม่เห็นว่ากินเหล้า เมายา จะดูไม่ดี หลังจากรู้ตัวว่าโดน Tagged รูปแล้ว จึงรีบเช็ครูปดูแล้วก็โล่งใจไม่ต้องตามลบ เพราะพบว่าตนเองถือแก้วกาแฟอยู่ในมุมที่ผู้ปกครองไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถือได้ว่าการมาสังสรรค์ที่ The Back Room นี้ ช่างเหมาะเจาะจริงๆ กับวัยรุ่นเกรงใจแม่อย่างเรา

ทั้งสองร้านนี้ New Yorkers ทั้งหลายจัดประเภทให้เป็น Speakeasy แปลตรงตัวคือ ร้านขายเหล้าที่ผิดกฏหมาย เรียกง่ายๆ ว่า The Secret Bar หรือ Hidden Bar ซึ่งสำหรับคนหัวดำอย่างเราไม่เคยเจอร้านที่ Speakeasy แบบเอาจริงเอาจังแบบร้านพวกนี้มาก่อน จึงสร้างความประทับใจได้ไม่ลืม โดยทางการตลาดถือว่าเป็น Gimmicky Bar ก็ว่าได้ เนื่องจากมี Idea ที่น่าสนใจในการนำเสนอ ให้ลูกค้าที่มามีการจดจำที่ดีและเอาไปพูดต่อๆ กัน เกิดเป็นการโฆษณาแบบปากต่อปาก และคนส่วนใหญ่จะเล่าให้เพื่อนฟังไม่หมด จะแนะนำให้ไปลองเองเพื่อได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ Idea แบบนี้นี่แหละที่เรามองว่า มันเจ๋งดีนะ สินค้าหรือบริการที่ทำให้เกิด Word of Mouth เนี่ย  ไม่เห็นต้องจ่ายค่าโฆษณาเยอะแยะ ไม่ต้องออกมาประโคมแจกโปรโมชั่น ไม่ต้องเสียค่าเว็บไซต์จ่ายค่าดูแลแพงๆ แต่เก็บประสบการณ์ในร้านไว้เป็นเงื่อนงำ แล้วพอมันเจ๋งจริงก็จะมีคนเอาไปเขียนข่าวให้เอง ลง New York Times ให้ ไปลง Yelp ให้ มีดาวเพิ่มขึ้น มี Comments จากคนที่มีประสบการณ์ไปแล้วอยากจะมาแชร์ต่อ เกิดกระแส Social Network ได้เป็นเรื่องเป็นราวแบบน่าชนแก้วให้จริงๆ เอ้า! Cheers!

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Back to top