BEYOND PRINT: 23th Article: Where Art Sells, Roppongi Hills

คิดนอกกระดาษ ตอน ศิลปะสร้างสรรค์จุดขาย Roppongi Hills By Weerachon Weeraworawit, Published: 25 October 2015 ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพาน้องๆ ทีมงาน Well Done Bangkok ไปเที่ยวพักผ่อนประจำปีที่ญี่ปุ่น หลังจากที่เคยพาไปตะลุยเกียวโตและโอซาก้ามาแล้ว ปีนี้ก็เลยเลือกปักหมุดไปลงที่โตเกียวดูบ้าง เป้าหมายหลักในการพาออฟฟิศไป Outing ที่ไหนซักแห่ง อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่หวังว่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงาน ถึงเปลือกนอกจะดูเป็นการไปท่องเที่ยวก็ตาม แต่โดยเนื้อแท้ มันควรเป็นการเดินทางที่ทำให้ทีมงานได้ออกไปพบเห็น ได้ดื่มด่ำซึมซับศิลปะการใช้ชีวิตของผู้คนที่นั่น ได้ไปชื่นชมผลงานศิลปะและดีไซน์ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันความเจริญมาสู่ประเทศของเขา สร้างแรงขับให้กับทีมงานในการกลับมาสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทยเรา นั่นทำให้ญี่ปุ่นเป็นตัวเลือกลำดับแรกตลอดมา นอกจากจะไปง่ายไม่ต้องขอวีซ่าอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ประเทศนี้ยังตอบโจทย์ทุกข้อข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านอาหารการกินที่ได้รับการยกย่องให้เป็น Gourmet Capital of The World เมืองหลวงในด้านโภชนาการของโลก เนื่องจากมีร้านอาหารที่ได้ Michelin Star มากที่สุดในโลก การที่ผู้คนในบ้านเมืองมีระเบียบวินัยและมีความเป็นชาตินิยมสูง มีวัฒนธรรมสมัยใหม่ปะปนอยู่กับคลื่นอารยธรรมสมัยอดีต มีสถาปัตยกรรมทันสมัย ผสานเข้ากับย่านที่อยู่อาศัยแบบเดิมๆ ได้อย่างน่าสนใจ สีสันการแต่งกายของผู้คนผนวกกับแหล่งช้อปปิ้งที่มีอยู่มากมาย ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะหลากหลายรูปแบบ การเสพอาร์ตที่นี่จึงมีทางเลือกมากมาย ไม่ว่าจะมองหาอาร์ตเพียวๆ หรืออาร์ตเบาๆ เนื่องจากเป็นทริประยะสั้น ใช้เวลาในโตเกียวแค่ 5 คืน เราจึงเลือกพิพิธภัณฑ์ประมาณ 3 แห่ง เริ่มจากทัวร์อาร์ตเบาๆ ให้อารมณ์สดใสตลอดทริป กับคาแรคเตอร์การ์ตูนยอดนิยมแห่งยุคที่พิพิธภัณฑ์ Fujiko F. Fujio Museum หรือพิพิธภัณฑ์โดราเอมอน ที่เมือง Kawasaki บ้านเกิดของ Fujiko F. Fujio ศิลปินผู้ให้กำเนิดแมวน้อยแสนรักและแสนล้ำของชาวโลก โดยต้องนั่งรถไฟออกจากโตเกียวไปประมาณหนึ่งชั่วโมง และถ้าใครจะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้านะครับ กันผิดหวัง ตามมาด้วยทัวร์อาร์ตที่ให้ความรู้ตรงกับสายงานโฆษณาที่พิพิธภัณฑ์ Advertising Museum Tokyo ที่ก่อตั้งโดย Dentsu ยักษ์ใหญ่เอเจนซี่โฆษณาระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่น ที่รวบรวมผลงานโฆษณาของประเทศพวกเขาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง... Read The Rest →

BEYOND PRINT: 22th Article: Exporting Thai Creativity

คิดนอกกระดาษ ตอน ครีเอทีฟไทย จะไปนอก By Weerachon Weeraworawit, Published: 25 August 2015 ตอนที่ไปตัดสินงานคานส์ครั้งแรกในปี 2007 ได้มีโอกาสสังสรรค์สนทนากับครีเอทีฟต่างชาติหลายต่อหลายคน เริ่มตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงสนามบินเมืองนีซเพื่อนั่งรถต่อไปคานส์ จับพลัดจับผลูได้เพื่อนร่วมทางเป็น Tham Khai Meng ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่ง Co Chairman ของ Ogilvy & Mather Asia Pacific โดย Khai Meng มาตัดสินหมวดสิ่งพิมพ์ Press Lions ส่วนผมเป็นกรรมการตัดสินหมวดสื่อกลางแจ้ง Outdoor Lions ถึงแม้จะต้องนั่งรถคันเดียวกันไปยาวๆ เป็นชั่วโมง ด้วยความที่คุ้นเคยกันมาก่อนจากการพบปะในเวทีประกวดงานโฆษณาระดับภูมิภาค บทสนทนาวันนั้นจึงเป็นไปอย่างออกรสชาติ ยังจำได้ขึ้นใจว่า Khai Meng ชื่นชมผลงานครีเอทีฟของคนไทยมาก แต่ตั้งข้อสังเกตว่า ระวังงานไทยจะถึงช่วงขาลง เหตุเพราะครีเอทีฟไทยขี้อาย เวลาไปประชุมหรือตัดสินงานเมืองนอกก็ชอบเกาะกลุ่มกันอยู่แต่กับคนไทยด้วยกันเอง ทั้งไม่กล้าคุยภาษาอังกฤษ ทำให้ไม่ยอมไปทำงานเมืองนอก พลาดโอกาสนำความรู้และมุมมองจากต่างแดนมาช่วยเสริม ผลักดันผลงานไทยให้มีมาตรฐานอยู่ในระดับอินเตอร์ได้ในระยะยาว แล้วก็เป็นจริงอย่างที่ Khai Meng ทายทักไว้ จนถึงวันนี้ งานโฆษณาของไทยไม่ได้สร้างความเกรงขามให้กับคู่แข่งบนเวทีประกวดอีกต่อไป หนังโฆษณาที่เคยโดดเด่นเป็นที่จับตามองก็กลับกลายเป็นแป้กตลอด คุณยังจำสิงโตทองตัวสุดท้ายของไทยในหมวดหนังโฆษณาได้มั้ย ต้องย้อนมองกลับไปไกลถึงปี 2008 กับหนังซิลวาเนีย เรื่อง Picnic โดยพี่จูดี้ – จุรีพร ไทยดำรงค์ ส่วนงานสิ่งพิมพ์ในหมวด Press และ Poster เราก็ยังย่ำเท้าอยู่กับที่ ลุ่มหลงงมงายทำงาน Scam หลอกลวงชาวโลกและตัวเองไปวันๆ ได้รางวัลใหญ่โตขนาดไหนก็ไม่นำความภาคภูมิใจใดๆ มาสู่วงการ แถมเป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับเด็กรุ่นหลังด้วย ในขณะที่ Khai Meng กล้าก้าวออกจากประเทศสิงคโปร์ เติบโตในฐานะครีเอทีฟนักบริหารระดับ South East Asia จนกระทั่งในปี... Read The Rest →

BEYOND PRINT: 21th Article: Today’s Woman in Advertising

คิดนอกกระดาษ ตอน ผู้หญิงในงานโฆษณาวันนี้ ชีวิตดี๊ดี By Weerachon Weeraworawit, Published: 25 June 2015 งานโฆษณายุคนี้นับได้ว่าเป็นยุคของงานคิดดีทำดี ส่งเสริมสังคมกันแบบเต็มตัวไปแล้ว เห็นได้จากการที่งานในลักษณะนี้นอกจากจะได้รับการยกย่องจากในวงการเราเองแล้ว แต่ยังแผ่ขยายอิทธิพลกว้างไกลไปถึงวงการอื่นๆ จึงไม่แปลกที่ผลการแจกรางวัลขวัญใจชาวเน็ต Webby Award ในปีนี้ ผลงานหนังไวรัล Like a Girl โฆษณาผ้าอนามัย Always ในเครือ P&G สามารถกวาดรางวัลใหญ่ไปหลายหมวดทั้งในฐานะงานโฆษณาอย่าง Best Online Commercials ในฐานะหนังออนไลน์อย่าง Best Use of Video (Social), Viral Marketing (Interactive Advertising & Media) ไปจนถึงในฐานะสื่อบันเทิงอย่าง Short Form Branded Entertainment (Online Film & Video) ทั้งที่ถ้าดูตามเนื้อผ้าแล้ว งานโฆษณาชิ้นนี้ที่รังสรรค์โดยความร่วมมือของ Leo Burnett ชิคาโก ลอนดอน และโตรอนโต มีความไม่สมบูรณ์แบบอยู่มากมายหลายจุด โดยเฉพาะคุณภาพการถ่ายทำ กล่าวคือถ้าดูหนังเรื่องนี้แว้บแรก ก็เรียกได้ว่ามองไม่เห็นความเนี้ยบกันเลยซักจุด แต่จุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้ที่ออกฉายทางออนไลน์ครั้งแรกในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว กลายเป็นหนังโฆษณาที่ได้รับการพูดถึงและแชร์มากที่สุดในปีที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ ก็นับได้ร่วมๆ ร้อยล้านวิว รวมถึงเป็นเต็งหามที่จะคว้ารางวัลใหญ่ในคานส์ประจำปีนี้ ต้องยกให้กับไอเดียและ Insight ที่ทั้งเกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแยกไม่ได้ และยังมีจุดพูดที่เข้ากับความเป็นผ้าอนามัยอย่างแกะไม่ออก หนังเรื่องนี้ถ่ายทำกันง่ายๆ ในสตูดิโอแห่งหนึ่ง ให้เห็นกันจะๆ ไปเลยว่าผู้กำกับกำลังนั่งอยู่หลังกล้องคอยสัมภาษณ์ตัวแทนผู้บริโภคซึ่งประกอบด้วยวัยรุ่นกับเด็กๆ ทั้งเพศหญิงและชาย แต่ทีเด็ดอยู่ที่ข้อความที่ทยอยปรากฎขึ้นมาประกอบการเล่าเรื่อง โดยตั้งคำถามมาก่อนเลยว่า การทำอะไรเหมือนผู้หญิงเนี่ย (Like a Girl) มันเป็นไงเหรอ? แล้วก็ให้วัยรุ่นหญิงและชายอธิบาย จากนั้นก็ต่อด้วยคำถามจากปากทีมงานว่า ไหนทำให้ดูซิ? ภาพก็แสดงให้เห็นว่าพวกวัยรุ่นทั้งหญิงชาย ต่างทำท่าล้อเลียนท่าทางผู้หญิงอย่างการวิ่ง... Read The Rest →

BEYOND PRINT: 20th Article: Virtual Reality, A New Experience

คิดนอกกระดาษ ตอน Virtual Reality ประสบการณ์ใหม่ของคนโฆษณา By Weerachon Weeraworawit, Published: 25 April 2015 ถ้าใครติดตามอัพเดทงานโฆษณาและสื่อสารการตลาดอยู่เรื่อยๆ จะเห็นว่าช่วงนี้ได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างน่าจับตา นั่นคือกระแส Virtual Reality (VR) โดยเฉพาะต้นปีมานี้ หลังจากที่ซัมซุงออกสินค้าไลน์ใหม่สู่ตลาดคือ Samsung Gear VR ซึ่งเป็นแว่นตาจอภาพเมื่อใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟน Samsung Note 4 เท่ากับทลายกำแพงราคาเดิมๆ ทำให้ผู้บริโภคทั่วไปสามารถใช้งาน VR ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าอุปกรณ์ด้วยราคาหลักล้านเหมือนที่ผ่านมา ตามมาด้วยบริษัทผู้ผลิตของเล่นชื่อดัง Mattel ได้จับมือกับ Google ปัดฝุ่น View-Master แว่นตาดูภาพเคลื่อนไหวขวัญใจเด็กๆ ที่ออกสู่ตลาดครั้งแรกเมื่อ 75 ปีก่อน และสร้างยอดขายทั่วโลกไปกว่าหนึ่งร้อยล้านชิ้น พร้อมม้วนภาพเคลื่อนไหวกว่าหนึ่งพันห้าร้อยล้านตลับ Mattel ออกแบบ View-Master ให้ผู้สวมแว่นตานี้รู้สึกเสมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงแบบ VR โดยตั้งราคาขายปลีกเพียง 900 บาท พร้อมจำหน่ายม้วนภาพเคลื่อนไหวดิจิตอลครอบคลุมเนื้อหาหลากหลาย ตั้งแต่การท่องโลกไดโนเสาร์ ผจญภัยใต้มหาสมุทร ไปจนถึงตะลุยอวกาศกับนาซ่า ฯลฯ ทั้ง Mattel และ Samsung เป็นสองบริษัทรายแรกๆ ที่ออกอุปกรณ์รับชม VR สู่ผู้บริโภคทั่วไป ยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่อีกมากมายหลายบริษัทที่กำลังทยอยเปิดตัวสินค้าสุดไฮเทคนี้ เช่น Microsoft ออก HoloLens Augmented Reality ด้าน Sony ก็มี Project Morpheus แต่ที่ฮือฮาสุดๆ คงต้องยกให้การที่ยักษ์ใหญ่โซเชียลอย่าง Facebook เข้าซื้อกิจการของ Oculus VR ผู้ผลิตอุปกรณ์รับชม VR รายใหญ่ไปเมื่อปีที่ผ่านมา ด้วยราคามโหฬารถึงหกหมื่นกว่าล้านบาท โดย Mark Zuckerberg อธิบายเหตุผลในการซื้อกิจการไว้อย่างน่าฟังว่า... Read The Rest →

BEYOND PRINT: 19th Article: Dress Normal

คิดนอกกระดาษ ตอน Dress Normal แคมเปญเสื้อผ้าธรรมดาที่ไม่ธรรมดา By Weerachon Weeraworawit, Published: 25 February 2015 เมื่อพูดถึง Wieden+Kennedy ทุกคนคงรู้ดีว่าเป็นสุดยอด Independent Advertising Agency ของโลก เจ้าของผลงานโฆษณาระดับตำนานอย่าง Nike, Coke และ Old Spice ซึ่งมีสาขากระจายไปยังเมืองสำคัญทั่วโลก แต่ถ้าถามว่าสาขาไหนที่สามารถผลิตผลงานอันลือลั่นออกมาได้อย่างต่อเนื่อง หลายคนคงตอบได้ทันทีว่าเป็นสาขาเมือง Portland อเมริกา สาขาเมือง Amsterdam เนเธอร์แลนด์ สาขาเมือง London อังกฤษ รวมไปถึงสาขาเมือง Tokyo ญี่ปุ่น น้อยคนนักจะคิดถึงสาขาเมือง New York อเมริกา ซึ่งเป็นสาขาที่ W+K เพิ่งเปิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง และในการเปิดออฟฟิศที่ New York รอบนี้ ทาง W+K เองก็ต้องดิ้นรนไม่น้อยกว่าจะตั้งหลักได้ โดยเริ่มมีผลงานสร้างชื่อให้ตนเองอย่าง ESPN, Heineken แต่แคมเปญที่ทำให้ W+K New York เริ่มมีชื่อเสียงติดลมบนก็คือแคมเปญหนังโฆษณาเหล้า Southern Comfort เมื่อปีที่แล้ว ที่แสนจะแปลกแหวกแนว เล่นกับคาแรคเตอร์คนดื่มแบบสุดโต่งจนกวาดรางวัลมากมายในทุกเวทีที่ส่งผลงานเข้าประกวด และมาปีนี้พวกเขาก็ทำให้ครีเอทีฟและนักการตลาดทั่วโลกต้องหันมาจับตามองด้วยความทึ่งในฝีไม้ลายมืออีกครั้ง เรียกได้ว่าแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในฐานะเชื้อสาย W+K ระดับหัวแถว กับแคมเปญใหม่ที่ทำให้แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดัง Gap อย่างที่ทราบกันดีว่าภาพลักษณ์ของ Gap เริ่มตกลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องมาจากการเน้นทำโปรโมชั่นในร้านแบบไม่ลืมหูลืมตา เรียกได้ว่าถ้าเดินเข้าร้าน Gap ที่อเมริกา เราจะได้เห็นกระบะติดป้าย Sale ทิ่มตาเรียกให้เราไปคุ้ยค้นอยู่ตลอดเวลา จนภาพลักษณ์ของแบรนด์เริ่มกลายเป็นของถูกสำหรับนักช้อป แล้วแบรนด์แฟชั่นเนี่ยนะ ดูกระจอกได้ที่ไหน ถ้าคนใส่เสื้อผ้าเริ่มขาดความภูมิใจในแบรนด์ พวกเขาก็พร้อมจะเปลี่ยนใจไม่ซื้อมาสวมใส่อีก จึงถึงควรแก่เวลาที่ผู้บริหารของ Gap จะต้องลุกขึ้นมาปัดฝุ่นเรื่องภาพลักษณ์และวิธีการสื่อสารใหม่หมด... Read The Rest →

BEYOND PRINT: 18th Article: War of Ideas in Journalism Battlefield

คิดนอกกระดาษ ตอน สงครามไอเดีย ในสมรภูมิข่าว By Weerachon Weeraworawit, Published: 25 October 2014 ในอดีต วงการโฆษณาบ้านเราเคยมีผลงานโฆษณาหนังสือพิมพ์ชิ้นเยี่ยมๆ ออกมาอย่างมากมายและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ฐานเศรษฐกิจ ประชาชาติธุรกิจ ผู้จัดการ ข่าวสด เดลินิวส์ โพสต์ทูเดย์ ฯลฯ ถึงขนาดที่สื่อสิ่งพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจได้กลายเป็นงานโฆษณาคลาสสิค เราเคยมีหนังโฆษณาหนังสือพิมพ์พร้อมวลีฮิตติดหูติดปากคนดูทั้งบ้านทั้งเมืองอย่าง “ผู้จัดการเปลี้ยนไป๋” ที่มาจากหนังโฆษณาเรื่องดังของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เพราะสมัยก่อน ตลาดหนังสือพิมพ์ถือได้ว่าเป็นตลาดใหญ่ที่โอกาสทางธุรกิจเปิดกว้าง มีพื้นที่ให้หนังสือพิมพ์ที่มีจุดขายใหม่ๆ สอดแทรกเข้ามานั่งอยู่ในใจผู้อ่านได้อย่างสง่าผ่าเผย แต่ในปัจจุบัน โฆษณาดีๆ จากหนังสือพิมพ์หัวต่างๆ เริ่มหายไป นอกจากจะเกิดจากการเสื่อมถอยโดยธรรมชาติของสื่อสิ่งพิมพ์ ที่ผู้บริโภคขยับตัวเข้าสู่ยุคดิจิตอล ทำให้บรรดาหนังสือพิมพ์ต้องปรับตัวตามกันยกใหญ่ อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ คือตลาดหนังสือพิมพ์เองก็เริ่มอิ่มตัว มีหนังสือพิมพ์หัวเล็กหัวใหญ่ให้เลือกอ่านกันเต็มแผง การจะชูจุดขายที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้อย่างเด่นชัดเหมือนในอดีต จึงกลายเป็นเรื่องยากของทั้งฝ่ายการตลาดหนังสือพิมพ์และฝ่ายครีเอทีฟของเอเจนซี่โฆษณา ซึ่งเหตุการณ์เดียวกันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ที่บ้านเราเท่านั้นนะครับ ที่ประเทศต้นแบบหนังสือพิมพ์โลกอย่างประเทศอังกฤษ เจ้าของหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของโลกอย่าง A Weekly News London ที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1622 ยังเดินมาถึงทางตันเช่นเดียวกัน บางแบรนด์ดูจะเน้นไปสร้างจุดขายและการจดจำบน Sport Marketing อย่างฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกันซะด้วยซ้ำ เช่น The Sun, Daily Mail ขนาดหนังสือพิมพ์ The Economist ที่เป็นต้นตำรับผลงานโฆษณาที่มีข้อความคมคายอย่างร้ายกาจก็ยังแผ่วหายไปจากแวดวง จะมีที่โดดเด่นขึ้นมาในยุคหลังบ้างก็เช่น The Guardian แต่ก็มาจากผลงานหนังโฆษณาเรื่อง Three Little Pigs เป็นหลัก ที่พูดถึงการเชื่อมโยงหนังสือพิมพ์เข้ากับความคิดเห็นของผู้อ่านบนโลกออนไลน์ และกวาดรางวัลใหญ่ในเวทีโฆษณาโลกไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน และนั่นก็ทำให้ผลงานโฆษณาชุดล่าสุดของเอเจนซี่ Grey London ที่ทำให้กับหนังสือพิมพ์ The Times และ Sunday Times กระโดดเด้งออกมาจากแผงผลงานโฆษณาโลกได้อย่างเข้าตา ด้วยการวางกลยุทธ์และวิธีการนำเสนอที่แตกต่าง ซึ่งทาง Grey... Read The Rest →

BEYOND PRINT: 17th Article: Creative City, Award of The Whole Nation

คิดนอกกระดาษ ตอน เมืองสร้างสรรค์ รางวัลของคนทั้งประเทศ By Weerachon Weeraworawit, Published: 25 August 2014 เวลาเราเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นเมืองอะไร เรามักจะไปชื่นชมทัศนียภาพ สัมผัสผู้คน และตื่นตาตื่นใจไปกับบรรยากาศของเมืองนั้นๆ แต่คงจะดีไม่น้อยถ้าต่อไปนี้เวลาไปไหนมาไหน เราลองมาเพิ่มหัวข้อใหม่ๆ ให้กับการทัศนาเมืองนอกเมืองนา นั่นคือการไปสัมผัสกับความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดจากผู้คนในเมืองนั้นๆ ความคิดสร้างสรรค์ นับวันก็ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ของคนทั้งโลก โดยเฉพาะในภาวะที่ประชากรเริ่มล้นโลก ต้องเบียดแย่งทรัพยากรมาใช้กันอย่างหน้าดำคร่ำเครียดในปัจจุบัน บวกกับภัยพิบัติทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและจากฝีมือมนุษย์ โลกเราจึงต้องการความคิดสร้างสรรค์มากกว่าที่ผ่านๆ มา เพื่อมาแก้ปัญหาต่างๆ นานา และทำให้พวกเราได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความสุข ความคิดสร้างสรรค์ยังเป็นทรัพยากรที่สำคัญของมนุษย์มาตั้งแต่เราออกจากถ้ำ เพราะนอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิตทั้งในอดีตกาล วันนี้และวันหน้า ผลงานที่เกิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ในหลายๆ ด้านยังส่งผลกระทบกับชีวิตและจิตวิญญาณของผู้สัมผัส เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ของชาวโลก และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้หน่วยงานระดับโลกอย่าง UNESCO อันเป็นองค์กรที่ดูแลด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ของสหประชาชาติ ได้จัดตั้งโครงการ Creative Cities ขึ้นในปี 2005 พร้อมระบุว่าเนื่องจากในปัจจุบันประชากรโลกกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในเมือง UNESCO เล็งเห็นว่าวัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเมือง จึงต้องการเชื่อมเครือข่ายเมืองที่มีจุดเด่นทางความคิดสร้างสรรค์ในด้านต่างๆ ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรมระหว่างกัน ซึ่งจะนำไปสู่การเห็นความสำคัญของตัวตนอันเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของคนในชาติ นำบทเรียนของแต่ละเมืองมาประยุกต์ใช้ ทำให้เกิดการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่สำคัญของแต่ละเมืองไว้ได้ในกระแสเชี่ยวกรากของโลกาภิวัฒน์ แต่ละเมืองสามารถสมัครเข้าร่วมได้ง่ายๆ นะครับ แค่กรอกแบบฟอร์มในเว็บไซต์ แต่การจะได้รับเลือกน่าจะยากไม่ใช่เล่น เพราะจนป่านนี้มีเพียง 41 เมืองที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน Creative Cities ไม่ต้องแข่งกับใคร แข่งกับตัวเอง เอาให้ UNESCO เห็นความคิดสร้างสรรค์ที่ชัดเจนเป็นใช้ได้ ภายใต้ 7 หมวดหมู่ 1) Cities of Literature เมืองวรรณกรรม 2) Cites of Media Arts เมืองสื่อศิลป์ 3) Cities of Music เมืองดนตรี 4) Cities of... Read The Rest →

BEYOND PRINT: 16th Article: World Cup Unofficial Sponsors

คิดนอกกระดาษ ตอน ขอเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างไม่เป็นทางการ By Weerachon Weeraworawit, Published: 25 June 2014 เป็นเรื่องปกติในวงการโฆษณากันไปแล้ว เมื่อทัวร์นาเมนต์การแข่งขันกีฬาระดับโลกมาถึง แบรนด์ต่างๆ จำต้องสรรหาวิธีมาเรียกความสนใจจากผู้บริโภค วิธีง่ายที่สุดคือการจ่ายเงินให้กับผู้จัดการแข่งขันทัวร์นาเมนต์นั้นๆ ในฐานะ Official Sponsor หรือผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ฟุตบอลโลกที่ประเทศบราซิลคราวนี้ก็เช่นกัน แต่ละแบรนด์ยอมจ่ายเงินเป็นร้อยเป็นพันล้าน เพื่อให้ได้ Media Exposure ทั้งก่อนหน้า ระหว่าง และหลังการแข่งขัน ขาประจำที่เราคุ้นหูค้นตากันดีก็มียักษ์ใหญ่น้ำอัดลม Coke และชุดกีฬา Adidas โดยในปีนี้ โค้กออกแคมเปญ The World’s Cup เปิดตัวหนังโฆษณาทั่วโลกไปแล้วด้วยเรื่อง One World, One Game ซึ่งเน้นเนื้อหาของคนตัวเล็กๆ ในสถานที่ที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากความฝันเรื่องบอลโลก เช่น ชุมชนในป่าอะเมซอน กลุ่มหญิงสาวในเมืองเล็กๆ ของปาเลสไตน์ และกลุ่มวัยรุ่นในเมืองเล็กๆ ของญี่ปุ่นที่ยังคงร่องรอยความเสียหายจากสึนามิ แล้วโค้กก็ทำเซอร์ไพร์สส่งฑูตลูกหนังไปเชิญมาร่วมชมการแข่งขันฟุตบอลโลก รวมทั้งทำแคมเปญออนไลน์ เชิญคนดูทางบ้านให้ส่งภาพและเรื่องราวเข้ามาร่วมสนุก ลุ้นโอกาสได้รับเชิญไปร่วมฟุตบอลโลก ตามติดมาด้วยสารคดีออนไลน์ว่าด้วยเรื่องราวของคนที่รักและหลงใหลในฟุตบอลถึงขนาดไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนแบบนี้อยู่ในโลก เช่น นักฟุตบอลอาร์เจนติน่าผู้พิการทั้งสองแขน ผู้เป็นตำนานจากการวิ่งลงไปในสนามฉลองกับผู้เล่นอาร์เจนติน่าในวันที่ได้แชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี 1978 นักฟุตบอลตาบอดชาวบราซิลซึ่งปัจจุบันเล่นอยู่ในทีมชาติพาราลิมปิก รวมไปถึงทีมฟุตบอลรุ่นคุณย่าที่ไม่น่าเชื่อว่าด้วยวัยสูงขนาดนี้จะยังมีเรี่ยวแรงมาเตะบอลกันได้เป็นเรื่องเป็นราว โค้กยังทำเพลงและมิวสิควิดีโอประจำฟุตบอลโลกหนนี้เป็นของตนเองด้วยนะครับในชื่อ The World is Ours โดย David Correy รวมทั้งออกโค้กรุ่นพิเศษ Mini Bottle ที่มีลวดลายประจำชาติของ 32 ทีมที่เข้ารอบสุดท้ายให้แฟนๆ ได้สะสม แต่ใช่ว่าโค้กใช้เงินครึกโครมทั้งค่าลิขสิทธิ์ที่ต้องจ่ายให้ฟีฟ่า และค่าผลิตแคมเปญฟุตบอลโลกข้างต้นนี้แล้ว โค้กจะเป่าปากสบายใจได้นะครับ เพราะในขณะที่โค้กเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ คู่แข่งตัวเอ้อย่าง Pepsi ก็ไม่ยอมอยู่เฉย แถมล่าสุดออก Global Campaign ใหญ่โตที่สุดเท่าที่เป๊ปซี่เคยทำมา โดยไม่ต้องจ่ายเงินให้ฟีฟ่าซักกะบาท ภายใต้แคมเปญ Now Is... Read The Rest →

BEYOND PRINT: 15th Article: Thai Humour in Farang’s Ad

คิดนอกกระดาษ ตอน อารมณ์ขันแบบไทย ในงานครีเอทีฟฝรั่ง By Weerachon Weeraworawit, Published: 25 April 2014 ขณะที่หนังโฆษณาของไทยเราเริ่มส่งเสียงแผ่วลงๆ ในเวทีประกวดผลงานโฆษณาระดับโลก จะเป็นด้วยเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจทำให้ลูกค้าไม่กล้าเสี่ยงซื้อสตอรี่บอร์ดดีๆ หรือครีเอทีฟไทยกำลังมองหาหนทางใหม่ๆ เพื่อฉีกหนีแนวทางหนังตลก หรือทุกฝ่ายอารมณ์ขันเหือดแห้งไปตามสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงก็สุดจะคาดเดา ยังผลให้เสียงหัวเราะของกรรมการทั่วโลกที่เคยมีให้กับหนังโฆษณาของไทย เหือดแห้งไปพร้อมกับคุณภาพของงานที่ไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องเหมือนช่วงทศวรรษ 2000-2010 อันเป็นยุคทองที่หนังไทยผงาดกวาดรางวัลบนเวทีโลก แต่ละเอเจนซี่ผลัดกันรับรางวัลกลับบ้านจนเมื่อยมือ แต่ก็ใช่ว่าอารมณ์ขันสุดโต่งแบบไทยเราจะหายไปจากเวทีโลก เพราะในช่วงเวลาที่กระแสหนังโฆษณาไทยเริ่มตก (ไทยได้ Gold Cannes Lion ตัวสุดท้ายในหมวดหนังโฆษณาจากผลิตภัณฑ์หลอดไฟซิลวาเนีย เรื่อง “ปิคนิค” โดยเจ๊ยูไนเต็ด ในปี 2008) ก็มีงานของครีเอทีฟฝรั่งนายหนึ่งที่มักจะใช้อารมณ์ขันแบบหยิกแกมหยอก ชอบหยิบเอาจุดด้อยของคนหรือข้อเสียของสังคมมาหยอกล้อคนดูในหนังโฆษณาแต่ละเรื่อง ละม้ายคล้ายกับวิธีคิดและขบกัดคนดูในหนังโฆษณาไทย จนเสมือนเป็นลายเซ็นของตนเอง และทำต่อเนื่อง จนได้รับการยกย่องจากสื่อวงการโฆษณาแทบทุกสำนักให้เป็นครีเอทีฟเบอร์หนึ่งของโลก ณ เวลานี้ เขาคนนั้นคือ Gerry Graf ผู้ก่อตั้งเอเจนซี่โฆษณาอิสระ Barton F. Graf 9000 โดยก่อนหน้าที่จะก่อตั้งเอเจนซี่เป็นของตนเอง ผลงานที่สร้างชื่อให้เขาเกิดขึ้นในปี 2000 สมัยที่ Graf ยังเป็นครีเอทีฟอยู่ที่ Goodby, Silverstein & Partners เมืองซานฟรานซิสโก คือหนังโฆษณา E-trade ชื่อ Dancing Monkey ซึ่งออกอากาศในช่วงซูเปอร์โบล์วปีนั้น เป็นหนังโฆษณาสั้นๆ ความยาว 30 วินาที แต่ด้วยอารมณ์ขันมากความประชดประชัน ทำให้ Dancing Monkey กลายเป็นหนังโฆษณาที่โด่งดังจนถึงปัจจุบัน ถูกยกให้เป็นหนึ่งในห้าหนังโฆษณาที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลในช่วงซูเปอร์โบล์วโดยหนังสือพิมพ์ USA Today พล็อตหนังกับวิธีการถ่ายทำก็แสนง่าย เรื่องทั้งเรื่องเกิดขึ้นในโรงรถ เห็นลิงอุรังอุตังตัวนึงวิ่งเข้ามากระโดดขึ้นบนถังที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างคนแก่ 2 คนที่กำลังนั่งตบมือกันอยู่ แล้วลิงก็เต้นไปตามจังหวะจนจบ 30 วินาที ทั้งเรื่องมีแค่เนี้ย! ปิดท้ายด้วยข้อความว่า “เราเพิ่งเสียเงินไป... Read The Rest →

BEYOND PRINT: 14th Article: Cool Japan

คิดนอกกระดาษ ตอน Cool Japan ที่รัก By Weerachon Weeraworawit, Published: 14 February 2014 ตั้งแต่ญี่ปุ่นเปิดให้เข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่านี่ คนไทยเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะมากนะครับ รวมทั้งผมด้วย แฮ่ๆ! ช่วงกลางปีพาทีมงานที่ออฟฟิศไปเที่ยวประจำปีที่เกียวโต โอซาก้า แล้วยังไม่จุใจ ปีใหม่ที่ผ่านมาเลยหอบกระเป๋าจูงมือแฟน ออกตะลุยจากดินแดนตอนเหนือของญี่ปุ่นตั้งแต่ ซัปโปโร ไล่ลงมาเรื่อยๆ จนถึงภูเขาไฟฟูจิและโตเกียว ไปอยู่แบบนานๆ เป็นอาทิตย์ๆ ให้หายอยากกันไปข้าง แต่ยิ่งได้มีโอกาสเที่ยวชมและใช้ชีวิตอยู่ตามเมืองต่างๆ ของประเทศนี้ ก็ยิ่งประทับใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีของผู้คนที่นี่ จนเริ่มเข้าใจวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังศิลปะประจำชาติหลายๆ อย่าง ซึ่งมีเอกลักษณ์สูงจนกลายเป็นที่รักใคร่ชื่นชมของคนทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็น อาหาร สถาปัตยกรรม แฟชั่น เกมส์ การ์ตูนแอนิเม แมงก้า ภาพยนตร์ ไปจนถึงงานโฆษณา และทราบมั้ยครับว่าต้นทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้กำลังจะทำหน้าที่เป็นทูตพาณิชย์และสินค้าทางปัญญาที่สำคัญ ถึงขนาดที่รัฐบาลญี่ปุ่นและภาคเอกชนหมายมั่นปั้นมือให้เป็นหัวหอกในการส่งออก เพื่อกอบกู้สถานภาพบ้านเมืองในยามที่เศรษฐกิจภายในประเทศถดถอย และรับมือกับภาวะที่นวัตกรรมด้านต่างๆ อาจจะเสื่อมถอยเนื่องมาจากคนแก่ล้นประเทศ ภายใต้ชื่อโครงการว่า Cool Japan โดยคำว่า Cool Japan นี้ ถูกพูดถึงเป็นครั้งแรกในปี 2002 ในนิตยสาร Foreign Policy ประทศสหรัฐอเมริกา Douglas MacGray ได้เขียนบทความ Japan’s Gross National Cool ชื่นชมวัฒนธรรมร่วมสมัยด้านต่างๆ ของญี่ปุ่น โดยเฉพาะปรากฎการณ์คลั่งไคล้ในความน่ารักของ Hello Kitty และย้ำว่าขณะนี้มันได้สร้าง Soft Power ที่ทรงพลังและมีอิทธิพลต่อคนทั้งโลก ขึ้นอยู่กับว่าคนญี่ปุ่นซึ่งหมายถึงภาครัฐและเอกชน จะสามารถนำพาพลังสร้างสรรค์เหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติได้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้ดำเนินไปตามยถากรรม เป็นไปอย่างไร้ทิศทาง บทความนี้เองได้จุดประกายให้กับคนญี่ปุ่น โดยในปี 2005 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศขณะนั้น ยังต้องจับ Gross National Cool มาโยงเปรียบเทียบกับแนวคิดในการบริหารประเทศของภูฏาน Gross... Read The Rest →

« Older Entries

Back to top